Search
  Global Group ENCYCLOPEDIA
   

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ใน ร.๕

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในฉลองพระองค์ผ้าซิ่นตามแบบราชสำนักล้านนา ซึ่งทรงโปรดให้ข้าราชบริพารในพระตำหนักแต่งกายตามแบบพระองค์ ตลอดห้วงประทับ อยู่ในพระบรมมหาราชวัง

 
   
   

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เป็นพระมเหสีเจ้า ลำดับที่ ๘ ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ประสูติ ณ วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ และสิ้นพระชนม์ ณ วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ สิริพระชนมายุ ๖๐ ชันษา ๓ เดือน ๑๓ วัน ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่ง ในการผนวกอาณาจักรล้านนาเข้ากับสยามประเทศ ทรงเป็นบุคคลที่เคารพยิ่งของชาวเชียงใหม่และล้านนา ด้วยมิใช่ทรงพระยศพระราชชายาแห่งพระพุทธเจ้าหลวงเท่านั้น หากด้วยพระเมตตาที่ทรงมีต่อราษฎรล้านนาทุกระดับชั้น โดยเฉพาะพระวิริยะอุตสาหะในการบำเพ็ญพระกรณียกิจเพื่อฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมล้านนาให้ดำรงอยู่ตราบเช่นปัจจุบัน

เมื่อทรงพระเยาว์ เดิมนั้นทรงพระนามว่า เจ้าดารารัศมี พระนามเล่นว่า อึ่งประสูติเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีระกา (หากนับทางเหนือ เป็นเดือน ๑๐) เมื่อเวลา ๐๐.๓๐ น. เศษ ที่คุ้มหลวงกลางเวียง หรือที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่หลังเดิม เป็นพระธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่องค์ที่ ๗ กับพระเทวี แม่เจ้าเทพไกรสร ทรงมีพระพี่นางหนึ่งพระองค์ คือ เจ้านางจันทรโสภา เมื่อทรงพระเยาว์ เจ้าดารารัศมีทรงศึกษาหนังสือทั้งอักษรไทย เหนือ และอักษรไทยใต้ (ภาคกลาง) และยังศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เป็นอย่างดี

เข้าวังหลวง ในเวลานั้นนครเชียงใหม่ยังเป็นประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะเดียวกันอังกฤษซึ่งได้เข้าครอบครอง พม่า ก็ยังส่งอิทธิพลปลายๆ มายังเชียงใหม่ด้วย และเล่ากันว่าได้มีทูตจากพม่าตอนใต้ มาเจรจาทาบทามเจ้าอินทวิชยานนท์ พระบิดา ว่าสมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่ง ประเทศอังกฤษ ทรงมีพระประสงค์จะขอรับพระธิดาไว้ในพระบรมราชินูปถัมถ์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้ทรงตอบไปอย่างไร ครั้นเวลาผ่านไปไม่นาน มีหลักฐานว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร (เวลานั้นดำรงตำแหน่งเทียบ ได้กับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในภาคพายัพ) ได้อัญเชิญพระกุณฑล (ตุ้มหู) และพระธำมรงค์เพชรไปพระราชทานเป็นของขวัญแด่เจ้าดารารัศมี และระบุว่า การพระราชทานของขวัญดังกล่าวเป็นการหมั้นหมาย และในที่สุดเจ้าดารารัศมีได้เสด็จลงไปถวายตัวในอีกสามปี เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๒๙ (ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ อัฐศก จุลศักราช ๑๒๔๘) เมื่อพระองค์เข้าประทับในพระบรมมหาราชวัง ก็ได้มีการสร้างพระตำหนักขึ้นใหม่เพื่อเป็นที่ประทับสำหรับพระองค์ และบรรดาผู้ที่ติดตามจากเชียงใหม่ด้วย และระหว่างนี้ยังทรงศึกษาดนตรี ขับร้อง และฟ้อนรำ แม้กระทั่งดนตรีสากลด้วย ทรงเครื่องดนตรีได้หลากหลาย แต่ที่ทรงได้ คล่องมากคือ จะเข้ และนอกจากนี้ ยังทรงสนพระทัยในการถ่ายรูปซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้นด้วย

พระธิดาน้อย เวลาผ่านมาไม่นาน เจ้าดารารัศมี ในฐานะเจ้าจอม ก็ทรงพระครรภ์ และมีพระประสูติกาลพระราชธิดา เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ ทรงพระนามว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี โดยที่ข้าราชบริพารชาวเหนือนิยมขนานพระนามว่า เสด็จเจ้าน้อย ทว่า พระธิดาองค์น้อยมีพระชนมายุสั้นเพียง ๓ พระชันษาเศษ ก็ประชวร สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๕ (ภายหลัง ในรัชกาลที่ ๖ ทรงได้รับการเฉลิมพระนาม เป็น "พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี" และในรัชกาลที่ ๗ เป็น "พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี" และในรัชกาลที่ ๘ เป็น "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี") เวลานั้นเจ้าดารารัศมี เจ้าจอมมารดา (ได้เลื่อนพระยศสูงขึ้น) ทรงโศกเศร้าอย่างยิ่ง แต่ยังคงรับใช้เบื้องพระยุคลบาท พระเจ้าอยู่หัวอย่างใกล้ชิด

สถาปนาพระราชชายาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศเจ้าดารารัศมี จากเดิมเจ้าจอมมารดา เป็น พระราชชายา นับเป็นตำแหน่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพิ่งมีในสมัยรัชกาลที่ ๕ เท่านั้น จึงนับได้ว่าพระราชชายา ทรงเป็นพระมเหสีลำดับที่ ๕ ในเวลานั้น (ไม่นับสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ที่สิ้นพระชนม์ก่อนหน้านั้น)

เสด็จเชียงใหม่ นับแต่ พระราชชายาฯ เสด็จลงมายังกรุงเทพฯ ก็มิได้เสด็จกลับเชียงใหม่สักครั้งเดียว แม้กระทั่งเมื่อพระบิดาถึงแก่พิราลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ก็ตาม ครั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เจ้าอินวโรรสสุริยวงศ์ พระเชษฐาต่างพระมารดา ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๘ ได้ลงมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว พระราชชายาฯ จึงกราบถวายบังคมขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตไปเยี่ยมพระประยูรญาติพร้อมกับที่เจ้าอินวโรรสสุรยวงศ์เดินทางกลับ ในครานั้นพระราชชายาฯ และคณะเสด็จออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๑ ระหว่างทางได้ทรงประทับแรม ณ ตำบลต่างๆ เนื่องจาก เป็นการเดินทางทางเรือ การเดินทางล่าช้า จึงใช้เวลาเนิ่นนาน กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง และระหว่างทางนี้ พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชโทรเลขและหนังสือแสดง ความห่วงใย ความระลึกถึง พระราชชายาฯ และพระราชชายาฯ ก็ทรงตอบกลับ เป็นเช่นนี้ไปตลอดจนถึงเชียงใหม่ นอกจากนี้แล้วพระเจ้าอยู่หัวยังได้พระราชทานสิ่งของต่างๆ สำหรับคณะของพระราชชายาฯ ได้ใช้สอยในระหว่างเดินทาง รวมทั้งพระราชทานของขวัญเฉพาะแก่พระราชชายาฯ ด้วย พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เสด็จถึงเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๒ และประทับอยู่ที่เชียงใหม่ได้ไม่นาน ก็เสด็จกลับกรุงเทพฯ อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ประทับที่เชียงใหม่ พระราชชายาฯ ทรงมี ภารกิจมากมาย เป็นต้นว่า เสด็จเยี่ยมเมืองลำพูน เมืองลำปาง เสด็จเยี่ยมราษฎรในที่ต่างๆ และได้นำศิลปะการละครของทางภาคกลางขึ้นไปเผยแพร่ยังเมืองเหนือด้วย หลังจากเสด็จเชียงใหม่ได้สิบเดือนเศษ ก็เสด็จกลับกรุงเทพฯ อีกครั้ง เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ปีเดียวกัน โดยมีขบวนรับเสด็จอย่างมืดฟ้ามัวดิน และคราวนี้พระพุทธเจ้าหลวง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชชายา เจ้าดารารัศมีประทับในพระตำหนัก สวนฝรั่งกังไส (ภายในพระราชวังดุสิต) ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่เพื่อพระราชทาน แก่พระราชชายาฯ โดยเฉพาะ หลังจากพระราชชายา เจ้าดารารัศมีเสด็จกลับกรุงเทพฯ ได้เพียง ๑๐ เดือน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ นับเวลาที่เสด็จมารับใช้เบื้องยุคลบาทในพระพุทธเจ้าหลวงเป็นเวลา ๒๓ ปีเศษ

เสด็จกลับเชียงใหม่อีกครั้ง นับแต่สิ้นรัชกาลแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ พระราชชายาฯ ยังประทับในพระราชวังดุสิตต่ออีก หลายปีด้วยกัน ครั้น พ.ศ. ๒๔๕๗ ก็ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเสด็จกลับเชียงใหม่ เมื่อได้รับ พระบรมราชานุญาต ก็เสด็จขึ้นเชียงใหม่ เมื่อ วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๗ และถึงเชียงใหม่ในวันที่ ๒๒ เดือนเดียวกัน โดยประทับที่คุ้มท่าเจดีย์กิ่ว ริมแม่น้ำปิง เมื่อเสด็จกลับเชียงใหม่แล้ว พระราชชายาฯ ได้เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎร และพระประยูรญาติ ทรงทำนุบำรุงศาสนา บูรณะวัดวาอารามต่างๆ มากมาย ทรงอุปถัมภ์การศึกษา ของขณะเดียวกันก็ทรงและการอุดหนุนศึกษาของสงฆ์ และการศึกษาในโรงเรียนชายหญิงของเชียงใหม่ ได้แก่ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และโรงเรียนดาราวิทยาลัย โดยเฉพาะโรงเรียนดาราวิทยาลัยนั้น เดิมเรียกว่าโรงเรียนสตรี ภายหลังได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าโรงเรียนพระราชชายา และเปลี่ยนเป็น โรงเรียนดาราวิทยาลัย ตามพระนามของพระราชชายาฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒

ทรงฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรม นอกจากทรงอุดหนุนการศึกษาแล้ว ยังทรงส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ โดยเรื่องกิจการด้านดนตรี และศิลปะการแสดงนั้น ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่ควรจะได้กล่าวในส่วนนี้ คือการฟื้นฟูและส่งเสริมกิจการทอผ้าซึ่งเคยมีชื่อเสียงมาช้านานในแว่นแคว้นล้านนา พระราชชายา เจ้าดารารัศมีได้ทรงรวบรวมผู้ชำนาญการทอผ้ายก ผ้าซิ่นตีนจก และฝึกสอนช่างทอ โดยสร้างโรงทอผ้าที่หลังตำหนักของพระองค์ มีกี่ทอผ้าประมาณ ๒๐ หลัง ภายหลังเจ้าหญิงจากลำพูนได้มาศึกษาการทอผ้าซิ่นยกดอก และนำไปฝึกหัดคนในคุ้มหลวงที่ลำพูนจนมีความชำนาญ และได้สืบทอดต่อกันมาจวบจนปัจจุบัน พระราชชายาฯ ได้ทรงงานดังกล่าวมานี้โดยตลอด กระทั่งเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๖ ก็ทรงประชวรโรคปอด ซึ่งเคยรักษาแล้วครั้งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่คราวนี้พระอาการหนัก และหลังจากประชวรได้ ๕ เดือนเศษ ก็สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ เมื่อเวลา ๑๕.๑๔ น. ณ คุ้มรินแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ รวมพระชนมายุ ๖๐ ชันษา ๓ เดือน กับ ๑๓ วัน

-----------------------------

**เอกสารอ้างอิง**

นงเยาว์ กาญจนจารี. ดารารัศมี : พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี. เชียงใหม่ฯ :สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์, 2539.

 
   

       ENCYCLOPEDIA